บทที่๓ กระบวนการจัดการความรู้

กระบวนการจัดการความรู้

มีองค์ประกอบหลักก็คือ การรวบรวมความรู้ การสร้างฐานความรู้ การจัดเก็บ การค้นหา การเผยแพร่ และการถ่ายทอดแบ่งปัน กระบวนการจัดการความรู้ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จว่าจะดำเนินการเป็นขั้นตอนตามที่กำหนด เป็นเพียงแนวทางเพื่อให้การจัดการความรู้ของแต่ละองค์กรสามารถปรับประยุกต์ใช้กระบวนการจัดการความรู้ตามแนวทางอย่างเหมาะสม

การดำเนินงานจัดการความรู้ในองค์กร  สามารถจำแนกออกเป็น 7 ขั้นตอนดังนี้


1. การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification)
เป็นการพิจารณาองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการบรรลุวิสัยทัศน์/พันธกิจ/เป้าหมายขององค์กร และพิจารณาว่าองค์กรมีองค์ความรู้นี้หรือยัง อยู่ในรูปแบบใด หรืออยู่ที่บุคคลใด
2. การสร้างและแสวงหาความรู้(Knowledge Creation and Acquisition)
เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือแสวงหาความรู้จากภายนอก หากองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อองค์กรนั้นยังไม่มีหรือมีไม่เพียงพอ  รวมถึงการรักษาความรู้เก่า และการกำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว
3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ(Knowledge Organization)
เป็นการวางโครงสร้างความรู้  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต
4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้(Knowledge Codification and Refinement)
เป็นการปรับปรุงรูปแบบ เนื้อหาเอกสารหรือองค์ความรู้ให้เป็นสมบูรณ์ มีมาตรฐาน และใช้ภาษาเดียวกัน
5. การเข้าถึงความรู้ (Knowlegde Access)
เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่ต้องการได้ง่ายสะดวก โดยอาจใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), Web board หรือบอร์ดประชาสัมพันธ์มาช่วยเพื่ออำนวยความสะดวก
6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Knowledge Sharing)
ทำได้หลายวิธีการ
6.1 กรณีเป็นความรู้ที่ชัดแจ้งอาจจัดทำเป็น เอกสารฐานความรู้หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น
6.2 กรณีเป็นความรู้ที่ฝังลึกในบุคคล อาจจัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน (Cross-functional Team), กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม (Innovation & Quality Circles : IQCs), ชุมชนแห่งการเรียนรู้ หรือ ชุมชนนักปฏิบัติ (Communities of Practice : CoP), ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System), การสับเปลี่ยนงาน (Job Rotation), การยืมตัวบุคลากรมาช่วยงานหรือเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Forum)  เป็นต้น
7. การเรียนรู้ (Learning)
เป็นการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจแก้ปัญหาและปรับปรุง คน องค์กร โดยทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่น สร้างองค์ความรู้ นำความรู้ไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process)



1. คน (People) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
2. กระบวนการจัดการความรู้ (Process) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาความรู้ ปรับปรุง และสร้างนวัตกรรมใหม่  ประกอบด้วยการบ่งชี้ความรู้ การสร้างและการแสวงหาความรู้ การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ การใช้ความรู้ แต่ละองค์กรจะมีกระบวนการที่แตกต่างกันแล้วแต่ความเหมาะสมขององค์กร
3. เทคโนโลยี (Technology) เป็นเครื่องมือช่วยให้การจัดการความรู้สามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน และนำความรู้ไปใช้ได้ง่ายสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบด้วย
  เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication technology) เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต หรือโซเชียลมีเดีย เป็นต้น
  เทคโนโลยีการทำงานร่วมกัน (Callaboration technology) เพื่อลดอุปสรรคของหน่วยงานหรือกลุ่มคนที่อยู่ในระยะ   ไกล เช่น โปรแกรม Groupware     หรือ ระบบ video conference เป็นต้น
  เทคโนโลยีในการจัดเก็บ (Storage technology) เช่น โปรแกรมการจัดการข้อมูลต่างๆ

การสร้างทีมจัดการความรู้

การจัดการความรู้เริ่มที่ตัวบุคคล แต่ในที่สุดแล้วต้องดำเนินการเป็นทีม และเห็นระบบทั่วทั้งองค์กร จึงจะเกิดพลังของการจัดการความรู้อย่างเต็มที่ สมาชิกขององค์กรจะต้องเข้าใจบทบาทของตนเองในด้านการจัดการความรู้ การสร้างทีมจัดการความรู้ขององค์ฏรประกอบด้วยบุคคล 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ได้แก่ ผู้ปฏิบัติจัดการความรู้ ได้แก่ พนักงานระดับปฏิบัติการ กลุ่มที่ 2 ได้แก่ วิศวกรความรู้ ได้แก่ พนักงานที่เป็นผู้บริหารระดับกลาง กลุ่มที่ 3 ได้แก่ ผู้บริหารความรู้ ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงสุด ใน แต่ละกลุ่มมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

กลุ่มที่ 1 ผู้ปฏิบัติจัดการความรู้ (Knowledge Practitioner) ทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับการเสาะหา การสร้าง การสั่งสม และการใช้ความรู้ ผู้ปฏิบัติจัดการความรู้ประกอบด้วยคน 2 กลุ่ม คือ ผู้ปฏิบัติจัดการความรู้ (Knowledge Practitioner) และผู้เชี่ยวชาญความรู้ (Knowledge Specialist) กล่าวคือ
ผู้ปฏิบัติจัดการความรู้ (Knowledge Practitioner) เป็นผู้ทำงานหลักขององค์กร และสั่งสมประสบการณ์จากการปฏิบัติงานนั้นความรู้ที่เกิดขึ้นในตัวพนักงานเหล่านี้อยู่ในรูปของทักษะ บาทบาทหลักของการจัดการความรู้ในองค์กรของคนเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ของตนเองและขององค์กรเป็นส่วนใหญ่ การจัดการความรู้ของผู้ปฏิบัติจัดการความรู้เน้นที่ขั้นตอนการเอาความรู้ที่เปิดเผยชัดแจ้งมาปฏิบัติ (Internalization) และนำเอาความรู้ฝังลึกของตนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน (Socialization) 7
ผู้เชี่ยวชาญความรู้ (Knowledge Specialist) ทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้ที่เปิดเผยชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และสามารถนำไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ให้ค้นหา จัดหมวดหมู่ และจัดส่งให้แก่ผู้ปฏิบัติได้ง่าย เนื่องจากการวิจัยและพัฒนาเป็นการสร้างความรู้ที่เปิดเผยชัดแจ้งบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาทั้งหมดจึงถืออยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญความรู้ด้วย ผู้เชี่ยวชาญความรู้ทำหน้าที่สร้างความรู้ที่ชัดแจ้งจากความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) และนำความรู้ที่ชัดแจ้งมาสังเคราะห์ จัดหมวดหมู่หรือสร้างความรู้ที่ยกระดับขึ้น

กลุ่มที่ 2 วิศวกรความรู้ (Knowledge Engineer) เป็นภารกิจของผู้บริหารระดับกลางหน้าที่หลักคือ การตีความและแปลงความรู้ฝังลึกให้เป็นความรู้ที่เปิดเผย จับต้องได้ และนำไปปฏิบัติได้ง่าย วิศวกรความรู้ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับพนักงานระดับปฏิบัติ โดยตีความวิสัยทัศน์
เกี่ยวกับความรู้ขององค์กรที่ผู้บริหารระดับสูงยกร่างขึ้น และอยู่ในสภาพที่เป็นความรู้ฝังลึกไม่ชัดแจ้ง ให้เป็นความรู้ที่เปิดเผยชัดแจ้ง สอดคล้องกับงานของพนักงานระดับปฏิบัติ เอามาพูดคุยทำความเข้าใจกับพนักงานระดับปฏิบัติ เพื่อให้พนักงานระดับปฏิบัติเกิดวิสัยทัศน์ความรู้ของตนในระดับบุคคล และในระดับทีมงานหรือหน่วยงานย่อย วิศวกรความรู้จึงแสดงบทบาทหลักในการนำความรู้ฝังลึกออกมาเป็นความรู้ชัดแจ้ง
นอกจากนั้น วิศวกรความรู้ยังมีหน้าที่หลักอีก 3 ประการ โดยที่ทั้ง 3 หน้าที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการหมุนวงจรยกระดับความรู้ในลักษณะของเกลียวความรู้” (Knowledge Spiral) เกลียวความรู้แรกคือ เกลียวของวงจร SECI (Socialization, Externalization, Combination และ Extemalization) เกลียวที่ 2 คือ เกลียวความรู้ข้ามระดับชั้นภายในองค์กร คือ เชื่อมระหว่างระดับล่าง ระดับกลาง และระดับขององค์กร เกลียวที่ 3 เป็นเกลียวความรู้ข้ามหน่วยงาน ข้ามภารกิจภายในองค์กร เช่น เชื่อมต่อระหว่างฝ่ายขาย ฝ่ายบริการหลังการขาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ฝ่ายผลิต เป็นต้น

กลุ่มที่ 3 ผู้บริหารความรู้ (Knowledge Adminstrator) ทำหน้าที่กำหนดเป้าหมายขององค์กร ในที่นี้หมายถึง เป้าหมายภาพใหญ่ของการจัดการความรู้ขององค์กร คือ กำหนดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการจัดการความรู้ขององค์กรนั่นเอง สร้างบรรยากาศและกฎเกณฑ์ กติกาขององค์กรให้เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และคอยจับความรู้ที่ทรงคุณค่าที่พัฒนาขึ้นในกระบวนการเกลียวความรู้ (Knowledge Spiral) ของความรู้ และนำมาสื่อสารเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตีความต่อเนื่องเกิดบรรยากาศที่น่าตื่นเต้น เร้าใจและภาคภูมิใจ
ผู้บริหารความรู้ (Knowledge Adminstrator) ควรมีคุณสมบัติและความสามารถในด้านการเรียงถ้อยร้อยคำและสื่อสารวิสัยทัศน์ความรู้ให้กินใจ เกิดความมุ่งมั่นทั่วกันในองค์กรในลักษณะที่เรียกว่า เกิด Sense of Direction ความสามารถในการสื่อสารวิสัยทัศน์ความรู้และวัฒนธรรมองค์กรไปสู่สมาชิกของทีมจัดการความรู้ (Project Team) ความสามารถในการประเมินคุณภาพของความรู้ที่สร้างขึ้นในกระบวนการจัดการความรู้ขององค์กร ทั้งนี้โดยประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนดภายในองค์กร ความสามารถในการเลือกคนสำหรับทำหน้าที่ผู้นำของทีมจัดการความรู้ (Project Team) ความสามารถในการสร้างความปั่นป่วนอย่างสร้างสรรค์” (Creative Chaos) ให้แก่ ทีมจัดการความรู้ (Project Team) เช่น การกำหนดเป้าหมายที่ยากและท้าทาย มีทักษะในการเข้าไปร่วมกระบวนการจัดการความรู้กับพนักงานระดับกลางและระดับล่าง เพื่อสร้างความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง (Commitment) ของการจัดการความรู้ ตลอดจนความสามารถในการจัดการภาพรวมของการจัดการความรู้ขององค์กร

โมเดลปลาทู


1. ส่วน "หัวปลา" (Knowledge Vision- KV) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการจัดการความรู้
โดยก่อนที่จะทำจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่า "เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร ?" โดย "หัวปลา" นี้จะต้องเป็นของ "คุณกิจ" 
หรือ ผู้ดำเนินกิจกรรม KM ทั้งหมด โดยมี "คุณเอื้อ" และ "คุณอำนวย" คอยช่วยเหลือ

2. ส่วน "ตัวปลา" (Knowledge Sharing-KS) เป็นส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่ง "คุณอำนวย" 
จะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ "คุณกิจ" มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัว "คุณกิจ" 
พร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม

3. "ส่วน "หางปลา" (Knowledge Assets-KA) เป็นส่วนของ "คลังความรู้" หรือ "ขุมความรู้" ที่ได้จากการเก็บสะสม "เกร็ดความรู้" ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ตัวปลา" ซึ่งเราอาจเก็บส่วนของ "หางปลา" นี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับต่อไปคนสำคัญที่ดำเนินการจัดการความรู้

บทบาทของคนสำคัญที่ดำเนินการจัดการความรู้ตามโมเดลปลาทู


1.คุณเอื้อ    หรือ คุณเอื้อระบบ : ได้แก่ผู้บริหารสูงสุด (CEO) เป็นผู้เห็นคุณค่า ดำเนินการผลักดันให้มีการนำ KM มาใช้และริเริ่มกิจกรรมจัดการความรู้ ทำหน้าที่จัดการระบบของการจัดการความรู้ขององค์กร

มีบทบาทการดำเนินงาน ดังนี้
1. ร่วมกับคุณอำนวยกำหนดเป้าหมายของการจัดการความรู้ของหน่วยงานให้พนักงานทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วนร่วม
2.  เชื่อมโยงเป้าหมายของการจัดการความรู้ของหน่วยงาน เข้ากับวิสัยทัศน์ พันธกิจและยุทธศาสตร์ขององค์กร

3.  จัดการบริหารแบบแนวราบ และการบริหารแบบเอื้ออำนาจ ภายในองค์กร

4.  จัดทรัพยากร เช่น เงิน เวลา บุคลากร รวมทั้งระบบเทคโนโลยี สำหรับร่วมทำกิจกรรม  รวมทั้งระบบเทคโนโลยี            สารสนเทศและการสื่อสารด้วย

5.  ดำเนินการให้กิจกรรมการจัดการความรู้ฝังหรือแฝงอยู่ในงานประจำภายนอกองค์กร

6.  เชื่อมโยงการจัดการความรู้เข้ากับกิจกรรมด้านการสร้างสรรค์อื่น ๆ  ทั้งภายในและภายนอกองค์กร

7.คอยติดตามและรับรู้ความเคลื่อนไหวของการดำเนินการจัดการความรู้ แสดงท่าที ชื่นชม  ให้คำแนะนำในบางเรื่องเพื่อแสดงความสนใจ  รวมทั้งจัดให้มีรางวัลอาจไม่เน้นเป็นสิ่งของ  แต่เน้นการสร้างความภาคภูมิใจในความสำเร็จ

8.  ร่วมแบ่งปันทักษะในการเรียนรู้ และทักษะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อประโยชน์ในการ  ดำเนินการจัดการความรู้โดยตรง และเพื่อให้ทุกคนเห็นคุณค่าของทักษะดังกล่าว
9.  คอยจับประเด็นจากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขุมความรู้และ แก่นความรู้ที่เกิดขึ้น และตีความหรือสังเคราะห์ความรู้ที่ยกระดับนามธรรม และรูปธรรมที่เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ขององค์กร หรือเชื่อมโยงกับวีปฏิบัติหรือการทำงาน หรือคอยตั้งคำถามที่เหมาะสมให้ทีมจัดการความรู้ได้ฉุกคิด
      สรุป ถ้าเริ่มมาจากผู้บริหารสูงสุด คุณเอื้อก็ลดภาระไปเปลาะหนึ่ง ถ้าไม่ได้เริ่มจากผู้บริหารสูงสุด หน้าที่ของ คุณเอื้อคือการนำเป้าหมาย/หัวปลา ไปขายผู้บริหารสูงสุด ให้ผู้บริหารสูงสุดกลายเป็นเจ้าของหัวปลาให้ได้  บทบาทต่อไปของ คุณเอื้อคือ การหา คุณอำนวยและร่วมกับ คุณอำนวยจัดให้มีการกำหนด เป้าหมาย/หัวปลาในระดับย่อยๆ ของ คุณกิจ/ผู้ปฏิบัติงานคอยเชื่อมโยง หัวปลาเข้ากับ วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ขององค์กร จัดบรรยากาศแนวราบ  และการบริหารงานแบบเอื้ออำนาจ ร่วม Share ทักษะในการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการจัดการความรู้โดยตรง และเพื่อแสดงให้ คุณกิจเห็นคุณค่าดังกล่าว จัดสรรทรัพยากรสำหรับใช้ในกิจกรรมจัดการความรู้พร้อมทั้งคอยเชื่อมโยงการจัดการความรู้เข้ากับกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ติดตามความเคลื่อนไหวของการดำเนินการให้คำแนะนำบางเรื่อง และแสดงท่าทีชื่นชมในความสำเร็จ อาจจัดให้มีการยกย่องในผลสำเร็จ โดยเน้นการสร้างความภาคภูมิใจในความสำเร็จ

2.คุณอำนวย  = ผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้ หรือ โนนากะ เรียกว่า  Knowledge Activist ยังมีผู้นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ  Knowledge Broker 
หน้าที่หลัก คือ ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ทั้งในเชิงกิจกรรม เชิงระบบ และเชิงวัฒนธรรม

ทักษะที่จำเป็นของ “คุณอำนวยมีดังนี้
1. จุดประกายความคิด การสร้างความกระตือรือร้น

2. การจัดประชุม

3. การเป็นวิทยากรกระบวนการ  ในการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือแบ่งปันความรู้

4. ทักษะในการจับประเด็น และบันทึกขุมความรู้ จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

5. รู้จักและสามารถในการเข้าถึงแหล่งความรู้ภายนอก

6. มีทักษะในการเขียน

7. ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
8. ทักษะในการสร้างบรรยากาศ มุ่งมั่น ชื่นชม แบ่งปัน มุ่งเป้า
9. ทักษะในการเรียนรู้ และ แลกเปลี่ยนเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ
10. ทักษะในการทำงานเป็นทีมร่วมกับ คุณอำนวยคนอื่นๆ และร่วมกับ คุณเอื้อ
11. มีท่าทีส่งเสริม สนับสนุน ให้ คุณกิจทั้งหลายได้ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ร่วมกัน เพื่อบรรลุ หัวปลาหรือเป้าหมายองค์กร
       สรุป  อำนวย เป็นผู้ที่คอยอำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้ ความสำคัญอยู่ที่การเป็นนักจุดประกายความคิดและเป็นนักเชื่อมโยง โดยต้องเชื่อมโยงระหว่างผู้ปฏิบัติ คุณกิจกับผู้บริหาร คุณเอื้อเชื่อมโยงระหว่าง คุณกิจต่างกลุ่มภายในองค์กร และเชื่อมโยงความรู้ภายในองค์กร กับภายนอกองค์กร
คุณกิจ คือ ผู้ดำเนินกิจกรรมจัดการความรู้ร้อยละ 90-95 อาจสรุปได้ว่าคุณกิจคือผู้จัดการความรู้ตัวจริง เป็นผู้มีความรู้ (Explicit Knowledge) และเป็นผู้ต้องมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใช้ หา สร้าง แปลง ความรู้เพื่อการปฏิบัติให้บรรลุถึง เป้าหมาย/หัวปลาที่ตั้งไว้

3.คุณกิจ คือ ผู้ดำเนินกิจกรรมจัดการความรู้ร้อยละ 90-95 เป็นผู้จัดการความรู้ตัวจริง เป็นผู้มีความรู้(Explicit Knowledge) และเป็นผู้ต้องมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใช้ หา สร้าง แปลง ความรู้เพื่อการปฏิบัติให้บรรลุถึง"เป้าหมาย/หัวปลา" ที่ตั้งไว้ 

คุณกิจต้องมีทักษะสำคัญดังนี้
1. ทักษะในการฟัง   พร้อมที่จะรับฟังความรู้ใหม่ ๆ หรือเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

2. ทักษะในการพูด   มีทักษะในการบอกเล่าความคิด ความรู้สึก ความเข้าใจหรือการตีความของตนเอง

3. ทักษะในการคิดเชิงบวก    เป็นทักษะพื้นฐานของทักษะอื่น ๆ ทั้งหมด ต้องฝึกตนเองให้มีนิสัยคิดเชิงบวก เชิงชื่นชมยินดี มองโลกในแง่ดี

4. ทักษะในการนำความรู้ หรือวิธีการใหม่ๆ ไปทดลอง   คุณกิจที่เก่ง จะต้องนำความรู้ใหม่ๆที่ได้ ไปทดลองใช้ด้วยวิธีของตนเอง ป้าใจ ปราชญ์ชาวบ้านด้านการปลูกผักปลอดสารพิษ

5. ทักษะในการในการสังเกต วัด นับ เพื่อบันทึกผลการทดลอง   การจัดการความรู้มีเป้าหมายเพื่อให้ คุณกิจหรือกลุ่ม คุณกิจ”  สร้างความรู้ขึ้นใช้เองในกิจการของตน

6. ทักษะในการประเมินผลการทดลองด้วยตนเอง หรือร่วมกับเพื่อน คุณกิจด้วยกัน

7. ทักษะในการจดบันทึก   เป็นการสร้างความต่อเนื่องของการจัดการความรู้คุณกิจ  แต่ละคนต้องมีทักษะในการจดบันทึกกิจกรรม ข้อมูล และความรู้สึกของตนไว้ใช้งานด้วย


4.คุณลิขิต  คือ ผู้ทำหน้าที่จดบันทึก ในกิจกรรมการจัดการความรู้ อาจทำหน้าที่เป็นการเฉพาะกิจ หรือทำหน้าที่เป็นระยะยาว กึ่งถาวรในกิจกรรมจัดการความรู้ของกลุ่ม หรือ หน่วยงาน หรือองค์กร สิ่งที่ คุณลิขิตจดบันทึกได้แก่
1. เรื่องเล่าจากกิจกรรม (Storytelling)

2. “ขุมความรู้” (Knowledge Assets) เพื่อการบรรลุเป้าหมายงานแต่ละชิ้น หรือแต่ละกิจกรรมจากเรื่องเล่า และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้รูปแบบต่างๆ ในงานประจำ

3. “แก่นความรู้” (Core Competence) เพื่อการบรรลุผลสัมฤทธิ์ของงานแต่ละชิ้น หรือแต่ละกิจกรรม

4. บันทึกการประชุมตามที่ตกลงกัน

5. บันทึกอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินการความรู้มีความต่อเนื่อง

ทักษะที่จำเป็นสำหรับ  “คุณลิขิต”  
1. การจับใจความและการบันทึกเป็นเรื่องเล่า

2. การสกัดประเด็นเป็นขุมความรู้  ต้องฝึกการจับความให้ได้เร็ว จดประเด็นย่อๆ ไว้ แล้วค่อยมาต่อเติมถ้อยคำให้สละสลวยภายหลัง

3. ต้องศึกษาเรื่องราวที่จะประชุมมาล่วงหน้า

4. ทักษะด้านภาษามีภาษาที่สละสลวยเข้าใจง่าย

5. ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และการใช้ซอฟต์แวร์

6. ทักษะในการเข้าไปติดตามแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง คุณกิจทั้งที่เป็นการแลกเปลี่ยนแบบ F2F (Face to Face) หรือ B2B (Blog to Blog)

5.คุรประสาน (Network Manager) คือเป็นผู้ติดต่อประสานงาน ผู้ได้รับวางใจจากภาคีเตรือข่ายจัดการความรู้ว่าสามารถบริการประสานงานได้
ภารกิจของคุณ ประสาน ได้แก่
1.จัดให้มีข้อตกลง "หัวปลา" (KV-Knowledge Vision) ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเครือข่าย
2.จัดกิจกรรมการจัดการความรู้ในองค์กรที่เป็นสมาชิกเครือข่าย และทำจดหมายข่าวของเครือข่าย
3.จัดหา "คุณวิศาสตร์"(IT Export) มาช่วยออกแบบและดูแลระบบไอที
4.จัดให้ร่วมกันกำหนดเกณฑ์ติดตามประเมินผลการดำเนินงานเครือข่าย และประเมินความก้าวหน้าของกิจกรรม
ทักษะที่สำคัญคุณประสาน ได้แก่
1.ทักษะในการบริหารจัดการโครงการ
2.ทักษะในการทำงานกับคนหลากหลายความคิดหลากหลายวัฒนธรรม
3.ทักษะในการประสานงาน
4.ทักษะในการฟัง
5.ทักษะการนำข้อคิดเห็นที่แตกต่างสู่การปฏิบัติ

6.คุณวิศาสตร์ (IT Wizard) คือ ผู้ที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สามารถออกแบบและจัดดำเนินการระบบไอทีให้เหมาะสมแก่การจัดการความรู้องค์กร
ภารกิจของ "คุณวิศาสตร์" มีดังต่อไปนี้
1.ออกแบบระบบไอที
2.ช่วยเหลือด้านการจัดหาฮาร์ดแวร์และซอร์ฟแวร์
3.จัดอบรม หรือ แนะนำเทคนิคการใช้งานระบบไอทีให้แก่กลุ่มคุณกิจ คุณอำนวย และคุณลิขิต
4.ช่วยแก้ปัญหา ในกรณีระบบไอทีมีปัญหา
5.ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาระบบไอที
6.กรณีที่ต้องใช้ที่ปรึกษาด้านไอที จากภายนอก คุณวิศาสตร์ จะประสานงานให้ที่ปรึกษาภายนอกเข้าใจความต้องการของฝ่ายผู้ใช้อย่างชัดเจน

แนวทางการประยุกต์ใช้การจัดการความรู้ในองค์กร

วิจารณ์ พานิช (2549) ได้เสนอแนวทางแห่งความสำเร็จ 10 ประการในการดำเนินการจัดการความรู้ สรุปได้ดังนี้
ปฏิบัติที่ 1 สร้างวัฒนธรรมใหม่ จะต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (corporate culture) จากวัฒนธรรมอำนาจเป็นวัฒนธรรมความรู้ จากการบริหารงานแบบควบคุมและสั่งการเป็นบริหารงานแบบเอื้ออำนาจ (Empower) ให้ทุกระดับริเริ่มสร้างสรรค์ เปลี่ยนการไหลเวียนของความรู้จากการไหลขึ้นลงตามอำนาจเป็นไหลเวียนไปทุกทิศทางในองค์กร
ปฏิบัติที่ 2 สร้างวิสัยทัศน์ร่วม (Shared vision) ดำเนินกระบวนการให้คนในองค์กรร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และเป้าหมาย (Goal) โดยร่วมกันตีความ ทำความเข้าใจจนเข้าใจลึกลงไปถึงวิธีปฏิบัติ พฤติกรรม ความเชื่อและคุณค่า จนเกิดสภาพความเป็นเจ้าของ (Ownership) 
ปฏิบัติที่ 3 สร้างและใช้ความรู้ในการทำงาน และมีประสบการณ์ เพื่อให้มีความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) อยู่ถ้าเอาความรู้จากประสบการณ์ในผู้ร่วมงานมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน จะเกิดการยกระดับความรุ้และสามารถบันทึกออกมาเป็น "คลังความรู้"
ปฏิบัติที่ 4 เรียนลัด หรือ "วิธีการยอดเยี่ยม" (best practices) เป็นการเรียนรู้จากผู้อื่นที่มีประสบการณ์มาแล้วที่มีผลสัมฤทธิ์สูง ประสิทธิภาพสูง และคุณภาพสูง โดยต้องเสาะหาให้พบและขอเรียนรู้จากผู้มี "วิธีการยอดเยี่ยม" (Best practices) ได้แก่ การใช้มาตรฐานเทียบเคียง (Bench marking) และเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer assist) การเรียนลัดนี้ต้องไม่เรียนแบบคัดลอก แต่เป็นการเอาความรู้ของผู้รู้มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและบริบท (Context) แล้วจึงดำเนินการต่อยอดด้วยความคิดที่สร้างสรรค์
ปฏิบัติที่ 5 สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยยุทธศาสตร์เชิงบวก เพื่อมุ่งเสาะหาความสำเร็จ เน้นการขยายผลสำเร็จ และยกระดับผลสำเร็จ สร้างเจตคติเชิงบวก วิธีคิดเชิงบวก ให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรอีกอย่างหนึ่ง
ปฏิบัติที่ 6 จัด "พื้นที่" หรือ "เวที" หมายถึง พื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งอย่างไม่เป็นทางการและอย่างเป็นทางการ เช่น การมีห้องให้ผู้คนในองค์กรได้พบปะไต่ถามหาวิธีแก้ปัญหาของงานหรือเล่าถึงผลสำเร็ข อาจเป็นพื้นที่จริงสำหรับให้คนมาพบหน้ากันโดยตรง หรือพื้นที่เสมือนให้คนได้พบกันผ่านเทคโนดลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น บล็อก อิทราเน็ต เว็บไซต์ เป็นต้น
ปฏิบัติที่ 7 พัฒนาคน เน้นการพัฒนาคนผ่านการทำงาน คือ พัฒนาคนพัฒนางานไปพร้อมกัน โดยผ่านกระบวนการจัดการความรู้
ปฏิบัติที่ 8 ระบบให้คุณให้รางวัล ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน หรือการเลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือนเสมอไป แต่เป็นความภาคภูมิใจในความมีคุณค่าของตน ความสุขจากการได้รับการนอบรับการเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าขององค์กร
ปฏิบัติที่ 9 หาเพื่อนร่วมทาง ทำเป็นเครือข่าย มีการทำร่วมกันเป็นเครือข่าย เพื่อกระตุ้นให้เห็นความสำคัญมากขึ้น และนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในเครือข่าย จากการทบทวนประสบการณ์การจัดการความรู้ของหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ
ปฏิบัติที่ 10 จัดทำ "ขุมความรู้" (Knowledge assets) เป็นการรวบรวมความรู้ที่ถอดมาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ เป็นความรู้ที่เน้นความรู้จากการปฏิบัติ หรือเป็นความรู้ฝังลึก (Tacit knowledge) เพื่อให้ความรู้ของบุคคลกลายเป็นความรู้ขององค์กร มีการจัดระบบค้นหาง่าย ปรับปรุงให้ทันสมัยจากการนำไปใช้แล้วถอดความรู้การการปฏิบัติหมุนเวียนเป็นวัฏจักร 











ที่มาhttp://www.phar.ubu.ac.th/km/?p=197
          https://sites.google.com/site/knowledgemanagementkmced/model-pla-thu
          http://www.angthong.go.th/atg-km/element.html
          http://www.okmd.or.th/upload/pdf/chapter1_kc.pdf
          http://203.131.210.100/km/?page_id=7







ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บทที่๑ แนวคิดเกี่ยวกับความรู้

บทที่๔ องค์กรแห่งการเรียนรู้